น้ำมันปลา ตัวเลือกอาหารเสริมของคนรักสุขภาพ

น้ำมันปลา ตัวเลือกอาหารเสริมของคนรักสุขภาพ

ในปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่หันมาดูแลสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานและสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น การดูแลสุขภาพนั้นก็มีหลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าถนัดและชอบแบบไหน หลายๆคนจึงพยายามสรรหาสิ่งดี ๆ ให้แก่ร่างกาย น้ำมันปลาจึงเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของคนรักสุขภาพ วันนี้เราจึงมาให้ความรู้ว่าน้ำมันปลานั้นมีประโยชน์อย่างไรและควรรับประทานเมื่อใด

น้ำมันปลา คืออะไร

น้ำมันปลา คืออะไร

น้ำมันปลา คือ น้ำมันที่สกัดมาจากปลาทะเล โดยสกัดจากส่วนหนัง เนื้อ หัว และหางของปลาทะเลน้ำลึก มีส่วนประกอบคือ โอเมก้า-3 (Omega-3) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นกรดไขมันดีที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย และร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ จึงต้องได้รับจากการบริโภคอาหารเท่านั้น กรดไขมันดีที่มีมากที่สุดในน้ำมันปลาคือ กรดไขมันโดโคซาเฮกซาอีโนอิก หรือ DHA ซึ่งมีประโยชน์ต่อหัวใจ และผิวพรรณ แต่นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกด้วย

ปลาที่มีไขมันสูงมีหลายชนิด โดยส่วนใหญ่จะเป็นปลานักล่าขนาดกลาง-ใหญ่ เช่น ปลาฉลาม ปลาทูน่าครีบยาว แต่ปลาพวกนี้อาจมีการสะสมสารพิษที่พบได้ในน้ำทะเล โดยเฉพาะสารปรอทที่ปนเปื้อนจากเหมืองต่างๆ ทำให้ไม่เหมาะแก่การนำมาสกัดทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จึงนิยมเลือกปลาขนาดเล็กที่มีความมัน จากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไม่มีสารปนเปื้อนในน้ำและมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ

น้ำมันปลามีประโยชน์อย่างไร ?

น้ำมันปลามีประโยชน์อย่างไร ?

1. ช่วยป้องกันโรคหัวใจและลดไขมันในเลือด

มีส่วนช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดการสร้างไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับและส่งผลให้ลดโคเลสเตอรอลในหลอดเลือดลดลง ช่วยลดความหนืดของกระแสเลือด และยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้สะดวกมากขึ้น

2. ช่วยลดความดันโลหิตสูง

กรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลา (Fish Oil) มีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ลดความหนืดของเลือดและลดการตอบสนองของหลอดเลือดต่อสารที่เพิ่มแรงดันเลือดในร่างกาย จึงช่วยลดความดันโลหิต

3. ช่วยลดอาการปวดอักเสบตามข้อ

กรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลา (Fish Oil) สามารถช่วยลดอาการอักเสบ, อาการตึงแน่น และอาการข้อยึดตอนเช้า ในผู้ที่มีอาการข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์ และมีสารตั้งต้นในการสร้างพรอสตาแกลนดินอี 3 ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยลดอาการอักเสบต่าง ๆ 

4. ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน

กรดไขมัน EPA ในน้ำมันปลา (Fish Oil) ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้นได้

5. ช่วยลดอาการปวดศีรษะไมเกรน

กรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลา (Fish Oil) มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพรอสตาแกลนดิน และลดการหลั่งสารซีโลโทนิน ซึ่งทำให้การเกาะตัวของหลอดเลือดลดลงในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง จึงอาจช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้

6. ช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมอง

การรับประทานน้ำมันปลาจะมีส่วนป้องกันสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะ  DHA ช่วยเพิ่มสารที่ช่วยลดการสร้างเส้นใยในสมองอันเป็นตัวการทำลายใยประสาทส่วนความจำ

ควรรับประทานน้ำมันปลาตอนไหน ? 

ควรรับประทานน้ำมันปลาพร้อมอาหาร หรือ หลังอาหาร เพราะการดูดซึมจะดีกว่า และ ไม่ควรรับประทานเกิน 3,000 มก. ต่อวัน
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นแล้วว่าน้ำมันปลานั้นมีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน สามารถลองหาน้ำมันปลามาลองรับประทานกันได้เลย แต่แนะนำว่าควรศึกษาข้อมูลก่อนซื้อมารับประทาน เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพในระยะยาว